ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐเรียกร้องกองทัพเวเนซุเอลายอมรับ “การถ่ายโอนอำนาจอย่างสันติ” ด้วยการยกเลิกสนับสนุนประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ขณะที่รัฐบาลวอชิงตันเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อรัฐบาลมาดูโรอีก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 28 ม.ค. ว่านายจอห์น โบลตัน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติประจำทำเนียบขาว แถลงเมื่อวันจันทร์ เรียกร้องกองทัพและหน่วยงานด้านความมั่นคงทุกแห่งของเวเนซุเอลาให้การยอมรับการถ่ายโอนอำนาจ “อย่างสันติ” และ “เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย” โดยยกตัวอย่างกรณี.อ.โฮเซ ลูอิส ซิลวา ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารประจำสถานเอกอัครราชทูตเวเนซุเอลา ในกรุงวอชิงตัน ซึ่งเป็นทหารเวเนซุเอลานายแรกที่ประกาศยอมรับนายฮวน กวยโด ว่าเป็น “รักษาการประธานาธิบดี”
 
ต่อข้อซักถามในประเด็นว่าสหรัฐ “กำลังพิจารณามาตรการทางทหาร” ต่อเวเนซุเอลาจริงหรือไม่ โบลตันกล่าวเพียงว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังประเมิน “ทุกหนทางที่เป็นไปได้” และสหรัฐเดินหน้าเรียกร้องให้ประชาคมโลกร่วมกันรับรองกวยโดในฐานะ “ผู้นำรักษาการ” ซึ่งมีอำนาจบริหารชอบธรรมในเวเนซุเอลาแต่เพียงผู้เดียวในตอนนี้

นอกจากนี้ นายสตีฟ มนูชิน รมว.กระทรวงการคลังสหรัฐ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ต่อบริษัทเปโตรเลโอส  เดอ เวเนซุเอลา หรือ “พีดีวีเอสเอ” ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของเวเนซุเอลา โดยยังคงเป็นการห้ามพลเมืองสหรัฐทำธุรกรรมร่วมกับพีดีวีเอสเอ และอายัดทรัพย์สินของพีดีวีเอสเอที่มีอยู่ในสหรัฐ แต่ยังคงไม่มีการห้ามบริษัทของสหรัฐซื้อน้ำมันจากพีดีวีเอสเอ และกล่าวด้วยว่ามาตรการคว่ำบาตรทั้งหมดจะถูกยกเลิก ทันทีที่พีดีวีเอสเอให้การยอมรับกวยโด อนึ่ง แม้ความสัมพันธ์ทางการเมืองและการทูตระหว่างกันอยู่ในขั้นแย่ แต่พีดีวีเอสเอส่งออกน้ำมันดิบมายังสหรัฐมากถึง 41%

ขณะเดียวกัน นายอลัน ดันแคน รมช.กระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักร กล่าวว่ารัฐบาลได้รับจดหมายจากกวยโด เรียกร้องให้ธนาคารแห่งอังกฤษ ( บีโออี ) ห้ามรัฐบาลของประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร เข้าถึงทองคำแท่งทั้งหมดซึ่งฝากไว้กับบีโออี ซึ่งดันแคนกล่าวว่าเป็นความจริงที่บีโออีรับฝากทองคำแท่งของรัฐบาลการากัส “จำนวนมาก” แต่สิทธิ์ในเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้ว่าการบีโออี คือนายมาร์ค คาร์นีย์ ไม่ใช่รัฐบาล กระนั้นก่อนหน้านี้มีรายงานว่าบีโออีไม่อนุญาตให้มาดูโรเบิกทองคำมูลค่าประมาณ 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  ( ราว 38,400 ล้านบาท ).