ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่าเขาไม่เคยทำงานให้กับรัสเซีย และไม่ใช่ “สายลับ” ของรัฐบาลมอสโก พร้อมทั้งประณามบรรดาอดีตเจ้าหน้าที่เอฟบีไอและอดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมหลายคนซึ่งถูกไล่ออก ว่ารวมหัวกันสร้าง “ข่าวเท็จ” เพื่อทำลายเขา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 14 ม.ค.ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันจันทร์ ตำหนิบรรดาผู้สื่อข่าวซึ่งยังคงเอาแต่ตั้งคำถามเขาเกี่ยวกับรายงานของเดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส ที่เดอะ วอชิงตัน โพสต์ ยังนำไปขยายความต่ออีก ว่าสำนักงานสอบสวนกลาง ( เอฟบีไอ ) ต้องการให้สภาคองเกรสสอบสวนผู้นำสหรัฐ จากกรณีการไล่นายเจมส์ โคมีย์ ออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการเอฟบีไอ เมื่อเดือนพ.ค. 2560 ว่าเป็นการ “ทำเพื่อรัสเซียหรือไม่” ว่าเป็นคำถามที่ทั้งไม่ให้เกียรติและเจตนาสร้างความขายหน้าให้กับเขา “ซึ่งไม่เคยเป็นสายลับให้กับรัสเซีย”

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ประณามโคมีย์ และบรรดาอดีตเจ้าหน้าที่เอฟบีไอ ตลอดจนอดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมหลายคน ซึ่งพ้นจากตำแหน่งด้วยคำสั่งปลดของเขา ว่าสมคบคิดกันสร้าง “ข่าวปลอมครั้งใหญ่” และกล่าวถึงการไล่โคมีย์ออกจากตำแหน่งว่าคือ “การทำเพื่อชาติ” เนื่องจากโคมีย์เป็นเจ้าหน้าที่ซึ่ง “ไร้ศักยภาพอย่างสิ้นเชิง” โดยเฉพาะในประเด็นการตรวจสอบการใช้อีเมลส่วนตัวของนางฮิลลารี คลินตัน ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งรมว.กระทรวงการต่างประเทศ พร้อมทั้งย้ำว่าไม่เคยมีผู้นำสหรัฐคนไหน “มีท่าทีแข็งกร้าว” ต่อรัสเซียเท่ากับเขามาก่อน

ทั้งนี้ เดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส อ้างว่า “หลักฐาน” จากแหล่งข่าวไม่สามารถเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ ด้านรายงานของเดอะ วอชิงตัน โพสต์ ต่อยอดจากเดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส ในประเด็นการพบหารือระหว่างทรัมป์กับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ที่กรุงเฮลซิงกิ เมืองหลวงของฟินแลนด์ เมื่อเดือนก.ค. ปีที่แล้ว อ้างว่าผู้นำสหรัฐ “ยึด” บันทึกการแปลบทสนทนาจากล่าม และสั่งห้ามเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวให้ข้อมูลกับใครก็ตาม ว่าเขาสนทนาเรื่องใดบ้างกับปูติน

ด้านเอบีซีนิวส์รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวในสภาคองเกรส ว่าคณะกรรมาธิการย่อยที่เกี่ยวข้องกำลังพิจารณาว่าควรเชิญล่ามเข้ามาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ในวันนั้นหรือไม่ ส่วนคลินตันซึ่งเป็นคู่แข่งของทรัมป์ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2559 ด้วย ทวีตว่าผู้นำสหรัฐคนปัจจุบันคือ “หุ่นเชิด” ของรัสเซีย.